ว่ายน้ำอย่างไรไม่ให้เหนื่อยและเคล็ดลับการหายใจขณะว่ายน้ำ

การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ดีเยี่ยม ช่วยบริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายโดยไม่ก่อให้เกิดแรงกระแทกต่อข้อต่อ

แต่หลายคนมักประสบปัญหาว่ายน้ำได้เพียงไม่กี่เมตรก็รู้สึกเหนื่อยหอบจนต้องหยุดพัก ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความแข็งแรงของร่างกายไม่พอเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่เกิดจากเทคนิคการเคลื่อนไหวและการหายใจที่ไม่ถูกต้อง

  1. ปรับเทคนิคการว่ายน้ำเพื่อประหยัดพลังงาน

การว่ายน้ำให้ได้ระยะทางไกลโดยไม่เหนื่อยล้าเร็ว จำเป็นต้องอาศัยการลดแรงต้านของน้ำและการใช้แรงอย่างมีประสิทธิภาพ

รักษาตำแหน่งร่างกายให้ขนานกับผิวน้ำ : ลำตัวควรจัดให้อยู่ในแนวตรง ศีรษะ หลัง และสะโพกอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน หลีกเลี่ยงการยกศีรษะสูงเกินไปขณะมองไปข้างหน้า เพราะจะทำให้สะโพกและขาจมลง เพิ่มแรงต้านน้ำและทำให้ต้องออกแรงพยุงตัวมากขึ้น

ถีบขาอย่างนุ่มนวลและเป็นจังหวะ: การตีขาเร็วและแรงเกินไปเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ร่างกายดึงออกซิเจนไปใช้จนเหนื่อยหอบ ให้เปลี่ยนมาเป็นการตีขาจากโคนขา ไม่ใช่การพับเข่า และรักษาจังหวะการตีขาให้สม่ำเสมอสัมพันธ์กับการจ้วงแขน

เหยียดแขนและไหล่ให้สุด: ในช่วงที่หมุนแขนลงน้ำ ให้เหยียดมือไปข้างหน้าให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นดึงน้ำเข้าหาลำตัวอย่างมั่นคงและปล่อยให้ร่างกายลอยตัวไหลไปตามน้ำ  ก่อนที่จะเริ่มจ้วงแขนข้างถัดไป

 

  1. เคล็ดลับการหายใจขณะว่ายน้ำ

หัวใจสำคัญของการว่ายน้ำให้ยาวนานคือ “ระบบการหายใจ” ซึ่งแตกต่างจากการหายใจบนบกอย่างสิ้นเชิง

หายใจออกในน้ำ หายใจเข้าบนบก:กฎพื้นฐานสำคัญคือ เมื่อใบหน้าจมอยู่ในน้ำ ให้ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากหรือทั้งปากและจมูกอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรกักลมหายใจไว้ในปอดเพราะจะทำให้ร่างกายเกร็งและรู้สึกอึดอัด เมื่อเอียงหน้าขึ้นพ้นผิวน้ำ จึงค่อยสูดลมหายใจเข้าทางปากอย่างรวดเร็วและลึก

เอียงหน้า ไม่ใช่ยกหัว: ขณะเงยหน้าขึ้นมาหายใจ ให้ใช้การหมุนลำตัวและเอียงศีรษะไปด้านข้างเบาๆ โดยให้ใบหูกดติดอยู่กับช่วงแขนที่เหยียดไปข้างหน้า ตาจ้องมองไปด้านข้าง ไม่ควรรีบยกศีรษะขึ้นตรงๆ เพราะจะทำให้ช่วงล่างของร่างกายจมลง

ฝึกจังหวะการหายใจให้เสถียร: ควรกำหนดจังหวะการหายใจให้แน่นอน เช่น หายใจทุกๆ การจ้วงแขน 2 ครั้ง (เข้าข้างเดิมตลอด) หรือทุกๆ 3 ครั้ง (สลับข้างซ้าย-ขวา) การรักษาจังหวะการหายใจที่สม่ำเสมอจะช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นปกติ ไม่เหนื่อยหอบง่าย

 

  1. การผ่อนคลายและสร้างจังหวะ

นอกเหนือจากเทคนิคแล้ว สภาพจิตใจก็มีผลอย่างมาก หากรู้สึกกังวลหรือเกร็ง กล้ามเนื้อจะตึงตัวและใช้พลังงานมากขึ้น ให้พยายามปล่อยร่างกายให้ผ่อนคลาย รู้สึกถึงแรงลอยตัวของน้ำ และเน้นการว่ายด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอแทนการเร่งสปีด

หากนำเทคนิคการปรับวางท่าทางและการหายใจที่ถูกต้องนี้ไปฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง คุณจะพบว่าการว่ายน้ำกลายเป็นเรื่องง่าย ลื่นไหล และสามารถว่ายได้ไกลขึ้นโดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนเคย

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    การตรวจสอบและปรับปรุงการได้ยินของคุณ

Proudly powered by WordPress | Theme: Nomad Blog by Crimson Themes.